แนะนำการลงทุนระยะสั้น

วันนี้ลองมาส่องหุ้น ดูทิศทางการเมืองยามสงบหน่อยว่าน่าจะเป็นแบบไหนยังไง โดยเมื่อวานนี้ ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประจำวันที่ 19 พ.ค.53 เปิดทำการซื้อขายเฉพาะภาคเช้า 10.00-12.30 น. ปิดบวก 5.43 จุด มาที่ 765.54 โดยมีมูลค่าการซื้อขาย 14,315.87 ล้านบาท ขณะที่นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 4,715.46 ล้านบาท

โดยนักวิเคราะห์ตลาดมองว่า ตลาดหุ้นมีทิศทางที่ดีกว่าคาด เพราะนักลงทุนคาดหวังว่า สถานการณ์การเมืองจะคลี่คลายได้เร็วขึ้น หลังจากที่รัฐบาลได้ให้ทหารกระชับวงล้อมพื้นที่การชุมนุมของกลุ่มแนวร่วม ประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่มเสื้อแดง

ทั้งนี้ เห็นว่าตลาดหุ้นในระยะสั้นมีโอกาสรีบาวด์ขึ้น แต่ในระยะปานกลางและระยะยาวยังต้องระมัดระวัง เพราะมองว่าปัญหาการเมืองจะยังยืดเยื้อต่อไป เพราะกลุ่มเสื้อแดงที่ไม่พอใจรัฐบาลก็อาจจะเคลื่อนไหวใต้ดิน และกระจายไปในจังหวัดต่างๆ ได้ สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นวันพรุ่งนี้ (20 พ.ค.) มองว่า มีโอกาสรีบาวด์ขึ้นช่วงสั้นได้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์การเมืองว่าจะเป็นอย่างไร รวมถึงปัจจัยต่างประเทศ

ปิดท้ายที่ หุ้น บมจ.สยามแก๊ส (SGP) ปรับขึ้น 1.9% บวก 0.20 บาท มาที่ 10.70 บาท ด้านโบรกเกอร์มองทางเทคนิค แนวโน้มระยะกลางมีทิศทางปรับขึ้น แนวรับที่ 10.00 บาท และแนวต้าน 12.00 บาท

กระแสชุมนุมยังยืดเยื้อ

กลุ่มเสื้อแดงออกลูกพาลไม่ยอมยุติชุนนุม เผาบ้านเมืองวอดวาย ยกพวกบุกตลาดหุ้นยัดพระเพลิงผลาญ หวังทำลายระบบลงทุนประเทศ ปิดกั้นเจ้าหน้าที่ไม่ให้ดับไฟ ส่วนหุ้นวานนี้พุ่ง 5 จุดรับแกนนำถ่อยเข้ามอบตัว แต่โบรกเกอร์หวั่นเครดิตประเทศทรุด จากพฤติกรรมสามานต์ทำลายกรุงเทพฯ พร้อมคาดระยะยาวต่างชาติ กลับเข้าลงทุนในไทยต่อ ล่าสุดตลาดหลักทรัพย์ ประกาศหยุดวันที่ 20 – 21 พ.ค.นี้ แต่ยืนยันระบบซื้อขายไม่สะเทือน

ความเคลื่อนไหวตลาดหุ้นไทยเมื่อวานนี้ จากการเข้าคืนพื้นที่ชุมนุมกลุ่มเสื้อแดงที่แยกราชประสงค์นั้น ส่งผลให้ตลาดหลักทรัพย์เปิดทำการซื้อขายเพียงช่วงเช้า โดยปิดตลาดเมื่อเวลา 12.30น. ซึ่งปิดที่ระดับ 765.54 จุด เพิ่มขึ้น 5.43 จุด หรือ 0.71% มูลค่าการซื้อขาย 14,315.87 ล้านบาท ระหว่างวันปรับตัวสูงสุดที่ระดับ 765.54 จุด และต่ำสุดที่ระดับ 752.54 จุด โดยนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 4,714.52 ล้านบาท

ส่วนหลักทรัพย์เปลี่ยนแปลงวานนี้ เพิ่มขึ้น 232 หลักทรัพย์ ลดลง 105 หลักทรัพย์ และไม่เปลี่ยนแปลง 103 หลักทรัพย์ และหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ CPF มูลค่าการซื้อขาย 1,480.44 ล้านบาท ปิดที่ 17.70 บาท เพิ่มขึ้น 0.30 บาท PTT มูลค่าการซื้อขาย 1,216.22 ล้านบาท ปิดที่ 251.00 บาท เพิ่มขึ้น 2.00 บาท BANPU มูลค่าการซื้อขาย 1,069.07 ล้านบาท ปิดที่ 610.00 บาท ราคาไม่เปลี่ยนแปลง SCB มูลค่าการซื้อขาย 938.96 ล้านบาท ปิดที่ 82.50 บาท เพิ่มขึ้น 1.25 บาท และKBANK มูลค่าการซื้อขาย 773.31 ล้านบาท ปิดที่ 88.00 บาท ลดลง 0.75 บาท

นายจักรกริช เจริญเมธาชัย รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) โกลเบล็ก จำกัด เปิดเผยว่า การที่ตลาดหุ้นไทยดีดตัวพลิกมาเป็นบวกได้วานนี้ หลังจากเปิดตลาดร่วงไปราว 1% เนื่องจากมีนักลงทุนส่วนใหญ่ยังรอจังหวะการเข้าซื้อลงทุนในหุ้นบางกลุ่ม เพื่อเก็งกำไรในช่วงสั้นจากที่คาดว่าสถานการณ์การเมืองจะคลี่คลายไปในทิศทาง ที่ดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม การที่ตลาดหลักทรัพย์เปิดตลาดเฉพาะในช่วงเช้าเท่านั้น ทำให้สถานการณ์ยังคงประเมินยากว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไรต่อไป แต่เบื้องต้นหลังปิดตลาดนักลงทุนต่างชาติยังคงขายสุทธิต่อเนื่อง

สำหรับตลาดหุ้นไทยในวันเปิดทำการ คาดว่า 21พ.ค. ดัชนีจะเคลื่อนไหวแบบ sideway และต้องรอดูผลกระทบ ความสูญเสียจากสถานการณ์การเมืองวันนี้ และคืนนี้หากมีผู้เสียชีวิตจำนวนมากคงกระทบต่อจิตวิทยาการลงทุน จึงแนะนำให้นักลงทุนถือหุ้น 60% ของพอร์ตลงทุน และเน้นการลงทุนในระยะยาว 3-6 เดือน กรอบการลงทุนให้แนวรับที่ 750 แนวต้านที่ 777 จุด

นาย วีระชัย ครองสามสี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)ฟาร์อีสท์ จำกัด กล่าวว่า จากการที่แกนนำกลุ่มนปช.ได้มีการประกาศยุติการชุมและได้มีการเดินทางไปมอบ ตัวที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติแล้ว ทำให้กลุ่มผู้ชุมนุมบางส่วนไม่เห็นด้วย จึงมีการเผาอาคารเซ็นทรัลเวิร์ล และสถานที่อื่นๆ รวมถึงในต่างจังหวัด จึงทำให้สถานการณ์มีความวุ่นวายและมีความรุนแรงมากขึ้นกว่าช่วงที่มีแกนนำ โดยหากตลาดหลักทรัพย์ฯเปิดทำการซื้อขายก็คาดว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยจะมีการปรับ ตัวเพิ่มขึ้นได้ ตอบรับข่าวการยุติการชุมนุม แต่การปรับตัวเพิ่มขึ้นนั้นคงเป็นระยะสั้นๆ

ทั้งนี้การปรับตัวเพิ่มขึ้นของดัชนีฯคงจะไม่มาก เพราะยังคงมีปัจจัยเสี่ยงอยู่เพราะยังไม่รู้ว่าจะมีความรุนแรงต่อไปหรือไม่ จากกลุ่มผู้ชุมนุมที่ไม่เห็นด้วยกับแกนนำที่สั่งการยุติการชุมนุม ทำให้มีความเสี่ยงที่นักลงทุนจะมีการเทขายหุ้นออกมา และจากสถานการณ์ความรุนแรงที่มีมากขึ้นนั้นอาจจะทำให้ และสถาบันจัดอันดับเครดิตต่างๆมีการปรับลดอันดับเครดิตประเทศไทย ซึ่งจะมีผลกระทบต่อเม็ดเงินการลงทุนของนักลงทุนต่างประเทศ

อย่างไรก็ตามหากดัชนีตลาดหุ้นไทยมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นนั้นแนะนำให้นักลงทุน มีการขายหุ้นเพื่อทำกำไร และควรถือเงินสดจากสถานการณ์ที่จะนำไปสู่ความรุนแรงมากขึ้นจากกลุ่มคนที่ไม่ เห็นด้วยที่จะมีการยุติการชุมนุม โดยประเมินแนวรับที่ระดับ 750 จุด แนวต้านที่ระดับ 770 จุด

นาง บุญพร บริบูรณ์ส่งศิลป์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานธุรกิจหลักทรัพย์รายย่อย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ KEST กล่าวว่า ภาวะการลงทุนในตลาดหุ้นไทยในวานนี้(19พ.ค.)มีการซื้อขายที่คึกคัก เนื่องจาก นักลงทุนเข้ามาเก็งกำไรจากประเมินว่าสถานการณ์ทางการชุมนุมจะยุติและปัญหา ทางการเมืองจะคลี่คลาย จึงทำให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยมีการปรับตัวเพิ่มขึ้น และมูลค่าการซื้อขายอยู่ในระดับที่สูงแม้ตลาดหลักทรัพย์ฯจะมีการเปิดทำการ เพียงในภาคเช้าก็ตาม

อย่างไรก็ตาม พบว่า นักลงทุนในประเทศเป็นกลุ่มที่เข้ามาซื้อเก็งกำไร ขณะที่นักลงทุนต่างชาติยังคงกังวลกับสถานการณ์การเมืองไทยอยู่ แต่หากสถานการณ์ทางการเมืองคลี่คลายได้ เชื่อว่าจะทำให้นักลงทุนมีความมั่นใจในการเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทย โดยในด้านการให้บริการของบล.กิมเอ็ง นั้นยังสามารถให้บริการแก่นักลงทุนได้ตามปกติไม่มีปัญหาอะไร สามารถส่งคำสั่งการซื้อขายให้กับนักลงทุนได้ ไม่มีคำสั่งการซื้อขายค้างแต่อย่างไร และส่วนใหญ่นักลงทุนมีการส่งคำสั่งซื้อขายผ่านระบบอินเตอร์เน็ต

?จากสถานการณ์ที่จะคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีนั้นก็จะส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้น ไทยมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ 5.45 จุด และมูลค่าการซื้อขายเยอะ 1.4 หมื่นล้านบาทในช่วงการเปิดซื้อขายในช่วงเช้า ซึ่งการที่ตลาดหลักทรัพย์เปิดทำการในช่วงเช้าเท่านั้นในวานนี้ นักลงทุนก็เข้าใจสถานการณ์และไม่ได้มีการโวยวายอะไร โดยนักลงทุนก็สงสารมาร์เกตติ้ง จากที่จะต้องเดินทางมาทำงานขณะที่สถานการณ์ทางการเมืองวุ่นวาย?นางบุญพร กล่าว

นาย ประสิทธิ์ ศรีสุวรรณ กรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) คันทรี่กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ CGS กล่าวว่า จากการที่แนวโน้มสถานการณ์ทางการเมืองจะมีการคลี่คลายและยุติได้นั้นทำให้ นักลงทุนไทยเข้ามาซื้อเก็งกำไร จึงทำให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยวานนี้มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ แม้นักลงทุนต่างประเทศจะมีการขายสุทธิต่อเนื่อง แต่หากสถานการณ์มีความชัดเจนสามารถคลี่คลายยุติลงได้เชื่อว่าจะทำให้นักลง ทุนต่างประเทศหันกลับเข้ามาซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทย อีกครั้ง

ก๊กแดงไม่พอใจพาลเผาตลาดหุ้น

ขณะเดียวกันวานนี้ นาย สมพล เกียรติไพบูลย์ ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯถูกกลุ่มผู้ชุมนุมที่ไม่เห็นด้วยในการยุติการชุมนุมได้มีการ ทุบกระจกในส่วนของห้องสมุดมารวยและมีการเผาอาคารตลาดหลักทรัพย์ฯจริง ซึ่งทางตลท.ได้มีการประสานให้มีการนำรถดับเพลิงไปดับไฟ โดยได้รับแจ้งว่ามีรถดับเพลิง 2 คันได้เข้าไปดับไฟแต่ถูกกลุ่มผู้ต่อต้านไม่ให้นำรถเข้าไป แต่เจ้าหน้าที่ก็กำลังดำเนินการอยู่ อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ที่มีการเผาห้องสมุดมารวยนั้นเชื่อว่าจะไม่กระทบกับ ระบบการซื้อขายของตลาดหลักทรัพย์ฯจากที่ระบบนั้นอยู่ชั้น4 และตลาดหลักทรัพย์ฯมีระบบการซื้อขายสำรองอยู่ที่อื่นอยู่แล้วเหมือนกับตลาด หลักทรัพย์อื่นๆในต่างประเทศ

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 20 – 21 พ.ค. ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ประกาศปิดการซื้อขายหลักทรัพย์ ตลอดทั้งวัน ส่วนในวันต่อไปจะมีประเมินสถานการณ์อีกครั้งหนึ่ง จากในช่วง2-3 วันที่ผ่านมานั้นอาคารตลาดหลักทรัพย์ฯมีการปิดไม่มีเจ้าหน้าที่อยู่ในตึกดัง กล่าว ส่วนในด้านระบบการซื้อขายนั้นไม่มาปัญหาแต่อย่างไร สามารถที่จะทำธุรกรรมต่างๆได้เรียบร้อยดี

สำหรับเหตุการณ์ที่มีการเผาตึกอาคารของภาคเอกชน และหน่วยงานรัฐบาลที่เกิดขึ้นนั้น แน่นอนจะมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นการลงทุนของนักลงทุน แต่หากสถานการณ์คลี่คลาย เชื่อว่าตลาดหุ้นและเศรษฐกิจจะมีการปรับตัวดีขึ้น จากที่พื้นฐานของประเทศและเศรษฐกิจไทยดีอยู่ ซึ่งนักลงทุนทราบข้อมูลดังกล่าว จึงทำให้ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์เผาอาคารต่างๆนั้นจะไม่รุนแรงมาก

ต้องลองดูว่าทิศทางตลาดหุ้นเมื่อบ้านเมืองสงบผลจะเป็นอย่างไร